Web Content Display Web Content Display

Web Content Display Web Content Display

อาการก่อนคลอดลูก

Web Content Display Web Content Display

4 อาการใกล้คลอดมีอะไรบ้าง

การคลอดเป็นขบวนการทางธรรมชาติสำหรับผู้หญิง เพื่อให้ทารกน้อยในครรภ์ เคลื่อนตัวออกจากโพรงมดลูกมาลืมตาดูโลกภายนอก โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่อายุครรภ์ 37 สัปดาห์เป็นต้นไป คุณแม่จะรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งร่างกาย จิตใจและอารมณ์ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งนั่นก็เป็นผลจากการกระตุ้นและปรับสมดุลของฮอร์โมนที่สร้างมาจากมดลูก รก และทารกในครรภ์เอง เพื่อให้ร่างกายได้เตรียมความพร้อมสำหรับการคลอดเป็นปกติทางช่องคลอด สิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องเฝ้าสังเกตดูอย่างระมัดระวังเพราะอาการเหล่านี้ คือ “อาการนำก่อนคลอด” ซึ่งอาการเหล่านี้จะพอมีช่วงเวลาให้คุณแม่ได้เตรียมตัว โดยเฉพาะย่างยิ่งในครรภ์แรก แต่ในครรภ์หลัง ๆ โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีลูกมาก อาจไม่มีเวลาพอที่จะเตรียมตัวจนต้องไปคลอดระหว่างการเดินทางได้

4 อาการนำก่อนคลอดได้แก่

1. มีมูกขาวข้นปนเลือดออกทางช่องคลอด เกิดจากการบางตัวและเปิดขยายของปากมดลูก หรือบางครั้งคุณแม่ตั้งครรภ์อาจรู้สึกมีตกขาวมากขึ้น เพราะมูกที่จุกอยู่บริเวณปากมดลูกจะไหลออกมาจากช่องคลอด แต่ปราศจากอาการคันหรือกลิ่น เมื่อถึงเวลากำหนดคลอดที่ธรรมชาติกำหนดไว้ เส้นเลือดบริเวณปากมดลูก เกิดการฉีกขาดจากการเปิดขยายตัวของปากมดลูกเป็นการเตรียมความพร้อมและเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณแม่ใกล้จะคลอดลูกเต็มทีแล้ว

2. ศีรษะของทารกลงต่ำ ระดับหน้าท้องลดลง คุณแม่จะรู้สึกว่าท้องลดต่ำลงใกล้คลอด ประมาณ 2-4 สัปดาห์ เพราะศีรษะของทารกจะเคลื่อนตัวลงต่ำเข้าสู่อุ้งเชิงกรานเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะคลอด แต่ก็มีบางราย โดยเฉพาะท้องหลังเคยคลอดลูกมาก่อนแล้ว หรือขนาดของทารกไม่ได้สัดส่วนกับกระดูกอุ้งเชิงกราน ทารกตัวใหญ่คลอดยาก ท้องก็จะไม่ลดต่ำลงถ้าลดลงก็จะเจ็บท้องคลอดเลย คุณแม่จะรู้สึกอาการอึดอัดแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวกลดน้อยลง เนื่องจากกระบังลมและเนื้อปอดไม่ถูกเบียด ภาวะแน่นอึดอัด ท้องอืดเฟ้อลดน้อยลง แต่ในทางตรงกันข้ามคุณแม่ จะรู้สึกปวดถ่วงบริเวณหัวหน่าวหรืออุ้งเชิงกรานเหมือนเด็กจะไหลออกมา ปวดปัสสาวะบ่อยขึ้นเพราะมีการกดเบียดกระเพาะปัสสาวะและมีอาการเท้าบวมมากขึ้น เวลาลุกนั่งจะลำบากกว่าเดิมเป็นตะคริวบ่อยขึ้น เพราะศีรษะของทารกในครรภ์และมดลูกกดทับเส้นเลือดดำในอุ้งเชิงกรานจึงทำให้เลือดไหลกลับไม่สะดวกเกิดเป็นตะคริว

3. เจ็บครรภ์เตือน ในช่วงใกล้คลอด มดลูกของคุณแม่ จะขยายตัวและเคลื่อนตัวลงต่ำจนรู้สึกได้ว่ามดลูกแข็งตัวบ่อยครั้งขึ้นจนสามารถคลำและรู้สึกแข็งเป็นกระดานทั่วหน้าท้อง อาการเจ็บท้องเตือนเป็นการเตรียมความพร้อมของปากมดลูกให้อยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะบางตัวและเปิดขยายและมีความอ่อนนุ่ม หลังจากที่มดลูกคลายตัวลงจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปสู่รก ทารกในครรภ์จะได้รับสารอาหารเพิ่มขึ้น หากภาวะเจ็บครรภ์เตือนมีความถี่หรือรุนแรงมากขึ้น ร่วมกับการมีมูกเลือดหรือน้ำเดินออกมาทางช่องคลอด ควรจะรีบไปโรงพยาบาล หากเป็นอาการเจ็บครรภ์เตือน คุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บปวดรุนแรงเพราะอาการจะดีขึ้นหลังจากได้พักผ่อนนอนหลับสบายขึ้น ปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้อาการเจ็บท้องเตือนเป็นถี่ขึ้น ได้แก่ การดิ้นของทารกในครรภ์ การมีเพศสัมพันธ์ การยกของหนัก ควรลดกิจกรรมที่ต้องออกแรง เพื่อลดอาการเจ็บท้องเตือน นอนพักตะแคงซ้าย ดื่มน้ำสักแก้ว หายใจเข้าออกให้เต็มอิ่ม อาจช่วยลดอาการเจ็บเตือนได้

4. ลูกดิ้นน้อยลง คุณแม่บางคนอาจรู้สึกว่าทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลงเพราะสัดส่วนการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันอย่างรวดเร็วมาก ขนาดของโพรงมดลูกที่ขยายตัวเพียงเล็กน้อย ตลอดจนน้ำคร่ำที่สร้างขึ้นก็มีปริมาณจำกัดส่งผลให้ทารกเคลื่อนไหวไม่ค่อยได้ อย่างไรก็ตามหากคุณแม่รู้สึกลูกดิ้นน้อยลงอย่างผิดปกติหรือนานเกินไป ควรรีบไปพบแพทย์

อาการอื่น ๆ ที่ควรรีบไปโรงพยาบาล

นอกจากอาการเจ็บท้องคลอด ยังมีอีกหลายอาการที่เกิดขึ้นแล้วคุณแม่ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที ได้แก่

- มีมูกเลือดออกมาทางช่องคลอด แต่ไม่มีอาการเจ็บท้องคลอด จากการบีบตัวของมดลูก

- มีเลือดสด ๆ ออกมาทางช่องคลอด อาจเกิดจากภาวะรกเกาะต่ำหรือรกขวางทางคลอด

- มีอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรงตลอดเวลาที่ไม่เหมือนกับการเจ็บท้องคลอด

- มีน้ำคร่ำที่เป็นน้ำใส ๆ ไหลออกจากช่องคลอดไม่ว่าจะมีอาการเจ็บท้องร่วมด้วยหรือไม่ เพราะอาจมีภาวะสายสะดือย้อย จนอาจเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์

 

บทความโดย

ผศ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา รพ.ศิริราช ชำนาญการพิเศษ Reproductive Medicine (อนามัยเจริญพันธุ์และงานวางแผนครอบครัว/คณะกรรมการ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย)